Feeds:
Posts
Comments

IMG_1939 - Copy

สุขสันต์เทศกาลคริสตมาส …..ที่บ่งบอกถึงความรักของพระเจ้า

รูปที่นำมาลงประกอบ Blog ทั้งหมด เป็น Harrods Christmas Pudding พอดีที่บ้านมีอยู่ ขนาดน้ำหนัก 1 ปอนด์ เล็กนิดเดียวค่ะ เก็บไว้ในตู้เย็นนานพอสมควรแล้ว

IMG_1932 - Copy

เนื่องจากช่วงก่อนคริสตมาสปีนี้อากาศร้อนมาก จึงยังไม่ได้ทำขนมอบเลย

ขอนำสูตรคริสตมาสพุดดิ้งและวิธีทำมาลง blog ค่ะ เมื่อถึงหน้าเทศกาลนี้ เคยทำอยู่หลายครั้งนานมาแล้ว นานมากจริงๆ จนกระดาษขาวในสมุดที่จดสูตรไว้ออกสีน้ำตาลแล้ว เป็นสูตรจากตำราของเพื่อนรุ่นน้อง เค้าซื้อตำราอาหารเป็นชุดของชาติต่างๆ ยังเสียดายค่ะที่ตอนนั้ไม่ได้ซื้อไว้ สูตรนี้รับประกันว่าอร่อยแน่นอนค่ะ

ส่วนผสม นอกจากแป้ง น้ำตาล และไข่แล้ว ยังมี ขนมปัง แครอท แอปเปิ้ล ผลไม้สด ผลไม้แห้ง ผลไม้เชื่อม อัลมอนด์ เครื่องเทศ น้ำส้ม น้ำมะนาวเหลืองหรือเลมอน เบียร์ดำ บรั่นดี และที่สำคัญ ต้องใช้ไขมันวัวด้วย เคยมีคนถามว่า ไปหาไขมันวัวแข็งๆ จากที่ใด ก็ได้จากตลาดสดแถวบ้านแหละค่ะ คนขายเนื้อเค้าก็แปลกใจเหมือนกันว่า เอาไปทำอะไร ไขมันวัวนี้สำคัญมาก ถ้าใช้ไขมันอื่นแทน รสชาติอาจสู้ไม่ได้นะคะ

ดูจากกระดาษข้างกล่องที่บอกส่วนผสมแล้ว Harrods Christmas Pudding ไม่ใส่แครอทและแอปเปิ้ล ใช้ไขมันพืช และมีวอลนัทเพิ่มความกรุบด้วย

คริสตมาสพุดดิ้ง กว่าจะปรุงเสร็จ ต้องผ่านการนึ่งเป็นเวลานานถึง 8 ชั่วโมง เนื้อขนมต่างจาก Christmas cake หรือ Fruit cake อื่น ๆ เวลาทานมักเสิร์ฟคู่กับ Brandy butter/sauce เป็นของหวานหลังงานเลี้ยงเฉลิมฉลองเทศกาลคริสตมาส โดยระหว่างเลี้ยงอาหารคาว แม่บ้าน/เจ้าภาพก็จะนำคริสตมาสพุดดิ้งไปนึ่งอีกครั้ง เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง

 IMG_1933 - Copy

มาดูส่วนผสมและวิธีทำกันเลยค่ะ สำหรับคริสตมาสพุดดิ้งขนาดปอนด์ครึ่ง จำนวน 4 ก้อน

เริ่มด้วยคลุกเคล้าส่วนผสมต่อไปนี้ในภาชนะขนาดใหญ่ให้เข้ากันดี

–     ลูกเกดดำ 450 กรัม

–     ลูกเกดขาว 450 กรัม

–    Mixed fruit peel  55 กรัม

–    ผิวส้มเชื่อม 55 กรัม

–    เชอรี่เชื่อมสับละเอียด 110 กรัม

–    อัลมอนด์ลวกในน้ำเดือด (blanched) แกะเปลือกออก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก 165 กรัม

–    แอปเปิ้ลเขียวสับหยาบ 1 ผล

–    แครอทขนาดเล็กสับหยาบ 1 ลูก

–    ผิวส้มขูด 5 ช้อนชา

–    ผิวเลมอนขูด 1 ½ ช้อนชา

เติมของอื่น ๆ ลงไปผสมให้เข้ากัน

–    ไขมันวัวแบบแข็ง หั่นละเอียด 225 กรัม

–    แป้งสาลีเอนกประสงค์ 225 กรัม ร่อนกับผงเครื่องเทศรวม 1 ช้อนชา อบเชยป่น ½ ช้อนชา ลูกจันทร์ป่น ½ ช้อนชา และเกลือ 1 ช้อนชา

–    ขนมปัง หั่นชิ้นเล็ก 110 กรัม

–    น้ำตาลทรายแดง 225 กรัม

ตีไข่ 6 ฟองในภาชนะอีกใบหนึ่ง จนเป็นฟอง เติมเบียร์ดำ ½ ถ้วย บรั่นดี 4 ช้อนชา น้ำส้มสด ¼ ถ้วย น้ำเลมอนสด 3 ช้อนโต๊ะ คนให้ทั่ว แล้วเทลงส่วนผสมผลไม้ นวดแรง ๆ ด้วยมือ ตีจนเข้ากันดี ใส่ภาชนะมีฝาปิด เก็บในตู้เย็น 12 ชั่วโมง แล้วตักใส่ภาชนะสำหรับนึ่ง ซึ่งที่เหมาะคือ อ่างที่ด้านก้นแคบกว่าปาก (Basin) เป็นแบบ Stainless สูตรนี้จะได้พุดดิ้ง 4 ก้อน

ปิดด้วยฟอยด์ ซีลให้สนิท นำไปนึ่งในรังถึง ความร้อนปานกลาง นาน 8 ชั่วโมง ระหว่างนี้ หมั่นเติมน้ำในรังถึงนะคะ ต้องเติมหลายครั้งหน่อย เมื่อครบเวลา ทิ้งให้เย็นสนิท

เปลี่ยนฟอยด์ แล้วเก็บในตู้เย็น ปกติจะทำไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้ และเมื่อจะใช้ ต้องนำมานึ่งอีก 2 ชั่วโมง

 IMG_1934 - Copy

คริสตมาสพุดดิ้งจะอร่อย เมื่อราดด้วย Brandy butter ทำได้ง่ายๆ โดยตีเนยกับน้ำตาลไอซิ่งที่ร่อนแล้ว ในปริมาณเท่ากันโดยน้ำหนัก เมื่อขึ้นฟูแล้ว เติมบรั่นดีลงตีผสม ตามชอบเลยค่ะ แต่วันนี้ไม่ได้ทำ เพราะกลัวอ้วนค่ะ

และเนื่องในเทศกาลนี้ ขอฝากข้อพระธรรมที่เกี่ยวข้องกับคริสตสมภพจาก ลูกา 1:78-79 “โดยพระทัยเมตตากรุณาแห่งพระเจ้าของเรา แสงอรุณแห่งเบื้องสูงจึงมาเยี่ยมเยียนเรา ส่องสว่างแก่คนทั้งหลายผู้อยู่ในที่มืดและในเงาแห่งความมรณา เพื่อจะนำเท้าของเราไปในทางสันติสุข”

ยูนนานเป็นมณฑลที่อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เป็นสถานที่ได้ไปเยือนกับกรุ๊ปทัวร์รวม 16 คน เป็นเวลา 5 วันเมื่อกลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา โดยเดินทางด้วยเครื่องบินไปยังคุนหมิง และนั่งรถบัสจาก คุนหมิง ไปยังต้าหลี่-ลี่เจียง-จงเตี้ยน (แชงกรีล่า)  เป็นการเดินทางขึ้นสู่ที่สูงเพื่อค่อย ๆ ปรับสภาพร่างกายให้สามารถรับชั้นบรรยากาศที่มีปริมาณออกซิเจนบางเบากว่าระดับพื้นราบ แล้วบินกลับมาเที่ยวคุนหมิง

มลฑลยูนนานมีคุนหมิงเป็นเมืองหลวง ประชากรประมาณ 33 ล้านคน ประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยถึง 24 เผ่า  อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,860 เมตร มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี จึงได้ชื่อว่า “นครแห่งฤดูใบไม้ผลิ” เศรษฐกิจที่สำคัญของมลฑลฯ นี้ขึ้นกับผลิตผลท้องถิ่น 3 อย่าง คือ ใบยาสูบ ใบชา และสมุนไพรนานาชนิด

วันแรก ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็ถึงสนามบินเมืองคุนหมิง (Kunming Changshui International Airport) ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 25 ก.ม. และที่ความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,100 เมตร

 

จากสนามบิน คณะของเราพร้อมหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์และไกด์จีนพูดไทยออกเดินทางโดยรถบัสขนาดใหญ่ นั่งกันแบบสบายๆ ใช้เวลาประมาณ 6 ช.ม.ก็ถึงเมืองโบราณต้าหลี่ ในระหว่างการเดินทางไกด์จีนได้แนะนำ การดูลักษณะธนบัตรหยวนปลอม ธนบัตรหยวนแบบเก่าที่เลิกใช้แล้ว การที่ปัจจุบันเป็นธรรมเนียมที่ต้องให้ทิปเบลบอย มิฉะนั้นเค้าจะไม่ยอมไปใหน ตลอดจนเรื่องห้องน้ำที่เราจะต้องเจอ รวมทั้งการเที่ยวเมืองจีนต้องมีโปรแกรมแวะร้านของรัฐบาลเพราะมีผลกับราคาทัวร์ด้วย

วันที่สอง เราได้ไปชมเจดีย์สวยงาม 3 องค์ อายุกว่า 1,000 ปีที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองต้าหลี่ และนั่งรถกอล์ฟขนาดใหญ่ไปชมวัดที่สร้างใหม่

 

จากนั้นไปเดินเมืองเก่า หมู่บ้านชาวไป๋ ที่นี่ สามารถซื้อเครื่องเงินที่มีความบริสุทธิ์สูงมาก ระหว่างเดินเล่น พวกเราพากันชิมชีสทอด/ย่าง

 

ชมประเพณีและวัฒนธรรมผ่านระบำพื้นเมืองพร้อมกับชิมน้ำชา 3 รสชาติที่แตกต่างกัน โดยถ้วยแรกเป็นชาที่มีรสขม สกัดจากชาเขียวที่นำไปคั่วและต้ม ถ้วยที่สองมีรสหวาน  เป็นชาเชียวผสมน้ำผึ้ง ชีส และวอลนัท และถ้วยที่สามเป็นชาทบทวน ที่ผสมสมุนไพรหลายชนิด (รสขม หมายถึง ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวต้องขยัน ส่วนรสหวาน คือมีความสุขสบายในยามเจริญวัย และถ้วยสุดท้ายเป็นการทบทวนการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา)

 

แวะชมร้านหินต้าหลี่ที่อยู่บริเวณใกล้ๆ กัน หลังจากนั้นได้ไปร้านขายหยก ที่วัตถุดิบส่วนใหญ่นำเข้าจากพม่า

ช่วงบ่าย เราเดินทางต่อ ใช้เวลาประมาณ 4 ช.ม. ถึงลี่เจียง เมืองมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในหุบเขา มีทัศนียภาพสวยงามมาก เมืองลี่เจียงเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวหน่าซี ที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ หมายถึงทำมาหาเลี้ยงครอบครัวนั่นแหละค่ะ ส่วนผู้ชายอยู่บ้าน วันหนึ่ง ๆ ก็ประพฤติตัวแบบสบาย ชิลๆ

เราเข้าพักโรงแรมที่อยู่ในทำเลที่ดีที่สุด เมื่อมองออกจากหน้าต่างห้องพัก เห็นทิวทัศน์ “ภูเขาหิมะมังกรหยก” อยู่ลิบๆข้างหน้าเลยค่ะ สวยงามมาก สุดยอดจริงๆ  เจ้าของโรงแรมนี้เป็นคนไทย มื้อเย็นวันนี้จึงได้ทานอาหารไทยแบบรสชาติเป็นไทยจริงๆ

 

หลังอาหารเย็น พวกเราพร้อมใจกันไปเดินเล่นและถ่ายรูปกันที่บริเวณเมืองเก่าซึ่งเริ่มต้นที่ฝั่งตรงข้ามทางเข้าโรงแรมนั่นเอง มีดอกไม้สวยงามประดับประดาต่อเนื่องจากการฉลองวันชาติจีนช่วงต้นเดือนตุลาคม ไกด์บอกว่าผ้าพันคอและผ้าคลุมไหล่ที่นี่ลวดลายสวยและมีให้เลือกมากที่สุดในเส้นทางท่องเที่ยวนี้ ราคาก็ไม่แพง สามารถต่อราคาได้มากน้อยขึ้นกับความสามารถส่วนตัว แต่ส่วนใหญ่เราต่อราคากันเกินครึ่งไว้ก่อน ของอีกอย่างที่ไกด์แนะนำ คือ กระเป๋าฝีมือคนลี่เจียงที่ทำจากหนังลามะ ยี่ห้อ Honggu ราคาไม่แพง และเป็นราคามาตรฐานทุกร้านทุกสาขาทั้งในและนอกประเทศ ไม่ต้องเสียเวลาต่อราคา เห็นมีอยู่หลายร้าน แต่ละร้านรูปแบบไม่เหมือนกัน ถ้าคิดจะซื้อ คงต้องเดินดูให้ทั่วทุกร้าน

วันที่สาม ไปดู “จางอวี้โหมว” Impression Lijiang เป็นโชว์กลางแจ้งที่ยิ่งใหญ่จริงๆ และเป็นโชว์รอบแรกของวัน นั่งดูกันกลางแดดที่มีอากาศหนาวเย็น ฉากหลังของการแสดงเป็นภูเขาหิมะมังกรหยกของจริงที่มองดูเหมือนภาพวาด และใช้นักแสดงที่เป็นชาวนาท้องถิ่นกว่า 600 ชีวิต แสง สี เสียง การแต่งกายตระการตามาก แสดงรอบทิศทาง ไกด์แนะนำให้พวกเราเลือกนั่งบริเวณประมาณแถวที่ 5-6 จากด้านบน มิฉะนั้นจะเมื่อยคอเมื่อต้องเหลียวไปดูการแสดงบริเวณที่สูงโดยรอบ

 

หลังจากดูโชว์ เราเดินทางโดยรสบัสของอุทยานเพื่อไปสถานีขึ้นรถกระเช้าใหญ่จุ 8 คน ที่ระดับความสูงจากน้ำทะเล 3,356 เมตร เพื่อขึ้นสู่จุดชมวิวที่ระดับความสูง 4,506 เมตร ที่สถานีมีออกซิเจนบรรจุกระป๋องขายค่ะ จึงซื้อพกติดกระเป๋าเพื่อปลอดภัยไว้ก่อน เมื่อขึ้นถึงบริเวณจุดชมวิว ที่นั่นอากาศหนาวเย็นและลมแรงมากจริงๆ เลย ออกไปที่ระเบียงเพื่อชมวิว ถ่ายรูป แล้วรีบกลับเข้ามานั่งเล่นด้านในอาคาร

ตอนบ่าย ไปเที่ยว “อุทยานน้ำหยก” ชมบ่อน้ำพุที่ไหลมาจากภูเขาหิมะมังกรหยก และต่อไปที่ “วัดอวี้เฟิง” ซึ่งเป็นวัดลามะธิเบตที่เก่าแก่

แล้วก็ไปร้านขายยาของรัฐบาลที่มีบริการนวดเท้า ตรวจร่างกายโดยหมอจากทิเบต และแต่ละคนก็ซื้อยาจีนเพื่อใช้เองหรือตามที่มีใบสั่งกันตามอัธยาศัย

เวลาโพล้เพล้ เราก็ได้เข้าชม “สระมังกรดำ” ในอุทยานที่กว้างใหญ่ และน้ำในบึงที่ใสสะอาด

วันที่สี่ เดินทางสู่เมืองจงเตี้ยน “แชงกรีล่า” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมลฑลยูนนาน ที่ติดต่อกับอาณาเขตหน่าซี ห่างจากนครคุนหมิงถึง 700 ก.ม. มีทัศนียภาพงดงาม จึงได้ชื่อว่า “ดินแดนแห่งความฝัน” เราเดินทางโดยเส้นทางลงเขาประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงจุดชมวิว ”โค้งแรกแม่น้ำแยงซีเจียง” ที่เกิดจากแม่น้ำแยงซีเจียงไหลลงมาจากชิงไห่และทิเบต ซึ่งเป็นที่ราบสูง มากระทบกับเขาไห่หลอ แล้วหักเส้นทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่นี่มีห้องน้ำที่ก๊อกน้ำใช้ระบบ sensor แน่นอนว่าห้องน้ำเคยอยู่ในสภาพทันสมัย แต่ตอนนี้ทรุดโทรม ส่วนใหญ่ประตูหลุดหายและไม่มีการซ่อมแซม เสียค่าเข้าห้องน้ำคนละ 1 หยวน  (5 บาท) แต่พวกเราคนไทยต้องรอเข้าคิวนานหน่อยเพราะต้องใช้ห้องที่มีประตูซึ่งเหลืออยู่เพียง 2 ห้อง ไกด์จีนเคยถามเจ้าของที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลว่าทำไมจึงไม่ซ่อมห้องน้ำ เค้าตอบว่า คนเดินทางมาถึงที่นี่ยังไง ๆ ห้องน้ำไม่ว่าอยู่ในสภาพใด นักท่องเที่ยวก็ต้องก็แวะเข้าใช้บริการอยู่แล้ว

จากนั้น เดินทางต่อไปชม “ช่องแคบเสือกระโดด” เป็นช่องแคบช่วงแม่น้ำแยงซีเจียงไหลลงมาจากซินซาเจียง ที่มีน้ำไหลเชี่ยวมาก ช่วงที่แคบที่สุดประมาณ 30 เมตร ช่องแคบนี้มีก้อนหินขนาดใหญ่รูปสามเหลี่ยมอยู่ตรงกลางด้วย มีตำนานเล่าว่าเสือสามารถกระโดดไปยังฝั่งตรงข้ามได้

ตอนบ่าย คณะของเราเดินทางโดยใช้เส้นทางขึ้นเขา (ที่เริ่มเห็นใบไม้เปลี่ยนสีบ้างแล้ว) เพื่อชม “วัดลามะซงจ้านหลิง” ที่มีอายุกว่า 300 ปี มีพระลามะจำพรรษาอยู่กว่า 700 รูป วัดนี้มีโครงสร้างตามแบบพระราชวังโปตาลา ในเมืองลาซา ทิเบต

ต่อจากนั้น เดินทางต่อไปชม “เมืองโบราณจงเตี้ยน” ที่สร้างขึ้นใหม่ตามแบบของเดิม มีลานกว้าง ๆ  ที่คนท้องถิ่นมาเต้นระบำเพื่อออกกำลังกายด้วย เราจึงเต้นตามพวกเค้า เพื่อคลายความหนาวเย็นไปด้วย

วันที่ห้า เดินทางโดยเครื่องบินแต่เช้า กลับสู่นครคุนหมิง วันนี้เป็นวันที่พวกเราเหนื่อยที่สุด เราไปชมความงามของ “อุทยานป่าหิน” ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อายุ 2-3 ร้อยล้านปี ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ที่นั่นอากาศดี จึงเดินได้อย่างสบายๆ โดยไม่เหนื่อย

 

หลังจากนั้น ไปชมโรงงานขายผ้าห่มและเสื้อผ้าที่ทำจากไหมจีน  และอีก 2 ร้านของรัฐบาล คือ ร้านขายใบชาและไข่มุก ที่ไกด์จีนบอกว่า ถ้าไม่พาลูกทัวร์ไป เค้าจะต้องโดนบริษัททัวร์ของจีนปรับเงิน  และไกด์เค้าก็ไม่ต้องการกินไข่ หมายความว่าอยากให้เราช่วยซื้อของในร้านนั้นๆ ด้วย ตกลงพวกเราก็ได้ซื้อเครื่องประดับที่ทำจากมุกน้ำจืดและครีมไข่มุก และชานานาชนิดจากร้านขายใบชา โดยหลายคนซื้อชาหูเอ่อ ซึ่งเป็นชาช่วยย่อยอาหาร ที่เป็นใบชาขนาดใหญ่ เก็บจากต้นชาอายุหลายร้อยปี จึงมีราคาค่อนข้างแพง และเมื่อซื้อทางร้านก็ให้ certificate ด้วย พวกเราจึงมีการต่อรองราคา ให้เค้าลด แจก/แถม  มากมาย เพราะทั้งคณะของเราเมื่อซื้อรวมกันแล้วก็เป็นเงินจำนวนมากอยู่

 

กว่าจะได้ทานอาหารเย็นก็เป็นเวลาสามทุ่มกว่าๆ แล้ว จนภัตราคารที่เตรียมอาหารรอไว้ต้องโทรศัพท์มาตามไกด์ ปกติอาหารทุกมื้อเค้าจะทยอยเสริฟ  จึงไม่ได้ถ่ายภาพไว้ อาหารเยอะมาก ๆ ทุกมื้อเพราะเรานั่งกันโต๊ะละ 8 คน แต่มื้อสุดท้ายนี่เป็นอาหารเย็นที่ดึกมากแล้ว สไตล์กวางตุ้ง อร่อยแบบมีรสชาติ เค้าจัดเตรียมไว้เต็มโต๊ะ เลยถ่ายรูปไว้ด้วยค่ะ

 

เมืองจีนกว้างใหญ่ไพศาล มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามจำนวนมาก อากาศดี น่าไปเที่ยวมาก ข้อเสียคือ คนท้องถิ่นเค้าพูดคุยกันเสียงดังมาก ชอบแซงคิว และสูบบุหรี่กันมากในที่สาธารณะทุกแห่งหน  อากาศจึงไม่บริสุทธิ์ตามที่ควร เมื่อเราไม่ถูกโรคกับควันบุหรี่เลย จึงคันจมูกและจามฟุตฟิตอยู่บ่อยๆ อีกอย่างคือมีปัญหาเรื่องความสะอาดของห้องน้ำ ซึ่งนอกจากในโรงแรมแล้ว ห้องน้ำข้างนอกมีกลิ่นรุนแรงและประตูห้องส่วนใหญ่ชำรุดหรือหลุดหายไปทุกที่ ก่อนจะตัดสินใจไปเที่ยวเมืองจีนทีไรก็มีเรื่องที่ว่านี้เป็นองค์ประกอบการตัดสินใจทุกครั้งไป

เมื่อหลานอาและคู่เขยซึ่งมีลูกตัวน้อยที่รักการท่องเที่ยวเป็นชีวิตจิตใจชักชวนให้ไปเปลี่ยนบรรยากาศที่วังน้ำเขียว สถานที่ที่กล่าวกันว่า มีอากาศที่บริสุทธิ์เป็นอันดับ 1 ในเมืองไทย และอันดับ 7 ของโลก ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงไม่ปฏิเสธ เพราะตั้งใจจะไปดูแปลงผักและคุยกับคนปลูกผักที่นั่นด้วย ปรากฏว่าระยะนี้มีแต่เค้าโครงของแปลงผัก แต่ไม่ค่อยมีผักให้ดู เพราะถูกฝนกะหน่ำอย่างหนัก คนปลูกผักที่นั่นบอกว่าอีกเดือนสองเดือนค่อยมาดูใหม่ก็แล้วกัน

ครั้งก่อนๆ ที่ไปเที่ยววังน้ำเขียว ไปกับทัวร์ เป็นโปรแกรมตามตารางแวะผ่านที่ทางทัวร์กำหนด จึงเหมือนไปไม่ถึง แต่ครั้งนี้ เป็นการเที่ยวแบบสบายๆ แล้วก็รู้สึกชอบอัธยาศัยไมตรีของผู้คนที่นั่น เมื่อกลับมา ได้เข้าไปอ่านเกี่ยวกับสถานที่ที่ประทับใจแห่งนี้ที่  www.wnk.go.th จึงได้ข้อมูลพอสรุปสั้นๆ ดังนี้

วังน้ำเขียวเป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ตอนใต้ของจังหวัดนครราชสีมา  ปัจจุบันมีการปกครอง แยกเป็น 5 ตำบล  ประกอบด้วย ตำบลวังน้ำเขียว ตำบลไทยสามัคคี ตำบลอุดมทรัพย์ ตำบลวังหมี และตำบลระเริง และมีพื้นที่ติดต่อกับ อำเภอนาดี อำเภอปักธงชัย อำเภอปากช่อง อำเภอเสิงสาง และอำเภอครบุรี

ที่มาของชื่อวังน้ำเขียวนี้ เนื่องจากพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศที่เป็นวังน้ำงดงามเป็นธรรมชาติ และน้ำนั้นใสจนมองเห็นเงาสะท้อนสีเขียวของต้นไม้นั่นเอง สภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง จึงทำให้วังน้ำเขียวมีอากาศที่เย็นสบายเกือบทั้งปี ฝนก็ชุก และมีหมอกมาก จนมีคำกล่าวจากนักท่องเที่ยวว่าเป็น “สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน”  เลยทีเดียว

คำขวัญของอำเภอ

วังน้ำเขียว เมืองหนาว ภูเขามากมาย น้ำตกหลากหลาย ผลไม้นานาพันธุ์ แดนสวรรค์เมืองหมอก

จันทารา วัลเล่ย์ คือ สถานที่พักที่หลานสาวจองไว้ เป็นรีสอร์ทร่วมสมัยสไตล์บาหลี ตั้งอยู่บนเนินเขา ในทำเลที่ดีที่สุดของอำเภอวังน้ำเขียว เห็นภาพทิวทัศน์รอบด้าน สวยงามมาก หากสนใจ สามารถเข้าไปดูได้ที่  http://www.chantaravalley.com  และ www.facebook.com/like.chantara ส่วน E-mail: chantaravalley@hotmail.com  โทร. 081 7777 580 และ 081 7777 530 คุณหมู ลูกชายสุดเท่ห์ของท่านเจ้าของรีสอร์ตจะเป็นคนรับโทรศัพท์การจองค่ะ บ้านพักมีไม่กี่หลัง วันเสาร์-อาทิตย์จึงมีการจองเต็มตลอด ส่วนวันธรรมดาจะมีผู้เข้าพักประมาณ 50%

บ้านพักแบบ full moon มีเตียงขนาดใหญ่ 2 เตียง แบบ honeymoon มี 1 เตียง หน้าต่างและประตูเรือนพักเป็นกระจก ห้องน้ำทันสมัย เรียบง่าย สะดวกแก่การใช้งาน มีห้องอาบน้ำภายใน 1 ห้อง และส่วนติดกันที่เปิดประตูกระจกออกด้านนอกอีก 1 ห้อง ส่วนนี้เป็นแบบมิดชิดโดยรอบแต่ไม่มีหลังคา นอกจากนี้ยังมีส่วน camping ที่มีเครื่องนอน ห้องน้ำ และน้ำอุ่นไว้บริการครบครัน

อาหารเช้าเป็นแบบง่ายๆ ชา กาแฟ โอวัลติน ปาท่องโก๋ และข้าวต้มหมูนุ่มๆ ใส่เห็ดหอมและแครอทหั่นเต๋า ถามพนักงานว่าข้าวต้มอร่อย ใช้น้ำซุปอะไรหรือ เค้าบอกไม่ได้ใช้ซุปอะไร ใช้แต่รสดีเท่านั้น

ที่จันทารา วัลเลย์ ยังมีแปลงผักเกษตรอินทรีย์ ไร่กุหลาบหมื่นต้น ไม้ผลและพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่กำลังเจริญเติบโต ต้นไม้ขนาดใหญ่ยังไม่ค่อยมีค่ะ

ตอนเย็นวันเสาร์ หลังจากพาหลานสาวตัวน้อยไปเลี้ยงแกะแล้ว เรายังมีโอกาสขึ้นเขาแผงม้าไปดูฝูงกระทิงที่ออกมาหากินแถวบริเวณที่เป็นหนองน้ำ ต้องใช้กล้องส่องดู ประชากรกระทิงแถบนั้นมีประมาณ 70 -100 ตัว น้ำหนักอยู่ระหว่าง 750-1,000 ก.ก. นอกจากนี้ยังได้เอื้องจิ๋วมณีรัตนาและเอื้องชะนีจากเขาแผงม้าออคิดฟาร์มกลับมาแขวนเพิ่มในเรือนเลี้ยงบ้านด้วย

ทานอาหารเย็นตอนค่ำๆ ที่ร้านมิ่งไม้ บรรยากาศดี อาหารอร่อย แต่รอนานหน่อยค่ะ ไม่มีใครบ่น เพราะเจ้าของเค้าติดป้ายเตือนไว้ที่หน้าร้านแล้ว  ทานอาหารคาวเสร็จ เค้ามีเต้าฮวยเย็นฟรุตสลัดแถมเป็นของหวานให้ด้วย แถมเวลาคิดเงินยังปัดเศษจำนวนเงินสองหลักให้ด้วยอีก น่ารักจริงๆ

วันรุ่งขึ้น ไปเที่ยวสวนองุ่น วิลเลจ ฟาร์ม

ซื้อผักปลอดสารที่สวนลุงไกร แวะฟาร์มเห็ด ดูการเพาะเห็ดนานาชนิด มีเห็ดราคาแพงประเภทหลินจือ หัวลิง และอื่นๆ เราซื้อและชิมผลิตภัณฑ์จากเห็ดจนอิ่มท้องกันทุกคน

แวะดูสวนดอกไม้ตามทาง ทานอาหารกลางวันตอนบ่ายๆ ประเภทส้มตำ-ไก่ย่างในร้านอาหารแบบชาวบ้านข้างทางผ่านกลับบ้าน ร้านนี้ขายพันธุ์พืชและพันธุ์ไม้ผลด้วย หลานเขยบอกว่าเค้าแจกฟรี เพราะขายต้นละ 30 บาทเอง จึงซื้อหูกระจงมา 1 ต้น ถามเจ้าของว่าทำไมขายถูกจัง เค้าบอกว่า ไม่รู้จะตั้งราคาเท่าไรดี อ้อ ก่อนให้ไปซื้อ หลานถามว่าจะไปปลูกที่ใหน เลยบอกว่า ให้ซื้อมาก่อนก็แล้วกัน ตกลงก็เลยต้องเอามาลงกระถางไว้ก่อนค่ะ

เกร็ดความรู้

เคยได้ยินคำกล่าวเรื่องการสูดอากาศบริสุทธิ์ว่า  “ไปสูดโอโซนกัน”  จริงๆ แล้วโอโซนที่อยู่บริเวณเหนือพื้นดิน หากสูดดมเข้าไปจะเกิดการเป็นพิษต่อระบบทางเดินหายใจ  โอโซนมีประโยชน์ หากอยู่ในชั้นบรรยากาศสูงๆ มันเป็นตัวช่วยซับกรองรังสีอัลตราไวโอเลต ไม่ให้ลงมาสู่พื้นผิวโลก

 

เมื่อไปเดินตาม supermarket จะเห็นแอปเปิ้ลหลากหลายชนิด มีทั้งที่เหมาะสำหรับทานสด ใช้ทำเค้กหรือพาย  บางชนิดก็ดีสำหรับใส่ในสลัด ดูน่าทานไปหมด แอปเปิ้ลที่ใช้ทำขนมอบควรเป็นชนิดที่เนื้อแน่น กรอบ น้ำไม่มาก เช่น Gala, Golden Delicious และ Granny Smith ซึ่งรสออกเปรี้ยวหน่อย

สัปดาห์ที่แล้ว ไปเดินตลาดใกล้บ้าน เห็นมีแอปเปิ้ลแคระขาย ราคาไม่แพง เลยซื้อมาทำ Tarte Tatin ซึ่งเป็นทาร์ตที่อบโดยใช้แป้งปิดที่หน้าเท่านั้น เป็นครั้งแรกที่ลองทำ เลยลุ้นตลอด เราใช้แอปเปิ้ลสดครึ่งลูกควักแกนออกมากๆ แล้ววางเบียดซ้อนกันในกระทะเหล็กที่ทำคาราเมลไว้แล้ว สามีชอบค่ะ เค้าบอกว่า “รสแบบฝรั่งเลย อร่อยมาก ขอบอก” ได้โพสต์รูปใน facebook ด้วย หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

 

Tarte Tatin ที่ทำออกมาออกรสเปรี้ยวมากกว่าหวานและน้ำตาลไม่เข้าเนื้อแอปเปิ้ลเท่าไร เราจึงไม่ค่อยชอบ เลยคิดว่าจะทำแอปเปิ้ลพายสูตรดั้งเดิมของเราที่หน้าเป็นครัมเบิล (crumble) เพื่อลงใน blog ดีกว่า

ใช้แอปเปิ้ลเขียว (Granny Smith)  ที่ซื้อมาวันเดียวกับที่ซื้อแอปเปิ้ลแคระนั่นแหละค่ะ ยังสดใหม่อยู่เลย ก่อนทำจึงทบทวนสูตรเดิม และตรวจสอบ/หาข้อมูลเพิ่มเติมใน Internet ด้วย

สูตรแป้งพายของเราเป็นแบบหวาน ใช้เนยเค็ม (ตำราฝรั่งเค้าใช้เนยจืด แต่เราชอบให้ออกเค็มๆ หน่อย) และใช้ทั้งไข่แดงและไข่ขาว เพราะถ้าใช้แต่ไข่แดงอย่างเดียว แป้งพายจะบอบบาง แตกหักง่าย ที่ภาษาอังกฤษว่า fragile นั่นแหละ แบบนั้นน่าจะเหมาะสำหรับทำพายที่เสิร์ฟเป็นถ้วยเล็กๆ มากกว่า ส่วนไส้ก็ทำง่ายๆ โดยนำแอปเปิ้ลที่หั่นบางไปผัดกับเนย น้ำตาล และเครื่องเทศ ทำให้ข้นด้วยแป้งข้าวโพด โรยหน้าด้วยครัมเบิ้ลก่อนนำเข้าเตาอบ สูตรของเราไม่ยอมให้มีลูกเกดและ/หรืออัลมอนด์มาบดบังความอร่อยของแอปเปิ้ลล้วนๆ เป็นสูตรสำหรับถาดพายขนาด 8 นิ้วนะคะ

ส่วนผสม

      แป้งพายแบบหวาน

–    แป้งสาลีเอนกประสงค์ตราว่าว 180 กรัม

–    น้ำตาลป่น (castor sugar) 30 กรัม

–    เนยสดชนิดเค็ม 120 กรัม

–    ไข่แดงเบอร์สอง 1 ฟอง

–    ไข่ขาวน้ำหนักเท่าไข่แดง (ไข่ขาวที่เหลือเก็บไว้ใช้ทาแป้งพาย)

     ไส้พาย

–    แอปเปิ้ลเขียวพันธุ์  Granny Smith  900 กรัม ผ่าสี่ ปอกเปลือก เฉือนแกนกลางทิ้ง แช่น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะที่ผสมน้ำเปล่าพอท่วม แล้วนำมาหั่นแฉลบหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร จะได้ประมาณ 650 กรัม

 

–    เนยเค็ม 60 กรัม

–    น้ำตาลป่น 90 กรัม

–    น้ำตาลรัม (ทรายแดง) 90 กรัม

–    อบเชยป่น ½ -1 ช้อนชา

–    ลูกจันทร์ป่น 1/8-1/4 ช้อนชา

–    วานิลลา 1 ช้อนชา

–    แป้งข้าวโพด 10-15 กรัม

–    น้ำ ¼ ถ้วย

     หน้าครัมเบิล

–    แป้งสาลีเอนกประสงค์ตราว่าว 75 กรัม

–    น้ำตาลป่น 23 กรัม

–    น้ำตาลรัม (ทรายแดง) 23 กรัม

–    เนยเค็ม 60 กรัม

วิธีทำ

1. เตรียมไส้พายก่อนโดยละลายเนยในกระทะใบใหญ่ (ใช้แบบ non-stick) เทน้ำตาลทั้งสองชนิดลงไปทั้งหมด ผัดจนน้ำตาลเดือด แล้วใส่ชิ้นแอปเปิ้ลลง ผัดต่อไป ใช้ไฟอ่อนๆ จนนุ่มลงแต่ยังคงรูปอยู่ (ประมาณ 10 นาที) ระหว่างนี้เติมเครื่องเทศและวานิลลา ทำให้ข้นด้วยแป้งข้าวโพดละลายน้ำ ตอนนี้ต้องกะดูค่ะ ปริมาณประมาณที่บอก แต่ถ้าข้นเกินไปก็เติมน้ำได้อีก ปิดไฟและทิ้งให้เย็นในกระทะ

 

2. ระหว่างรอให้ไส้แอปเปิ้ลเย็น เตรียมแป้งพายโดยร่อนแป้งกับน้ำตาล เติมเนยเย็นที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วสับด้วยมีด/ซ่อม/เบลนเดอร์สำหรับพาย หรือใช้มือบี้ให้เป็นผงร่วนเหมือนขนมปังป่นหยาบ จึงเทส่วนผสมของไข่แดงและไข่ขาวลงไป เคล้าให้เข้ากัน ห้ามนวด เพราะแป้งพายจะเหนียว เสร็จแล้วใส่ภาชนะปิด นำเข้าแช่เย็นช่องธรรมดาประมาณครึ่งชั่วโมง

ส่วนครัมเบิล ทำด้วยวิธีการเดียวกัน และแช่เย็นด้วยค่ะ

 

3. นำแป้งพายมากรุลงถาดจนถึงขอบ แล้วทาผิวด้วยไข่ขาวเพื่อกันส่วนผสมไส้ไม่ให้ซึมลงในแป้งระหว่างการอบ

4. บรรจุไส้ลง โรยหน้าด้วยแป้งครัม นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 375 องศาฟาเรนไฮท์ 15 นาที ปรับไปที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮท์ อบต่ออีก 45 นาที จึงนำออกจากเตาอบ แล้วทิ้งให้เย็น (ตอนอบ วางบนถาดที่รองด้วยฟอยด์ กันซอสไหลล้นออกมาแล้วเตาอบเราจะเลอะ ทำความสะอาดลำบาก)

 

ตัดชิมดูแล้ว อืม อร่อย แป้งกรอบร่วนกำลังดี ไม่แตกง่าย ตัวไส้มีความหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย มีรสคารา  เมลนิดๆ ชอบมากกว่า Tarte Tatin แต่ถ้าใช้แอปเปิ้ลชนิดที่มีรสหวาน คงต้องเติมน้ำมะนาวลงด้วยประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะค่ะ

….. ชิมได้นิดหน่อยเอง น้ำหนักห้ามขึ้นเด็ดขาด เดี๋ยวอาทิตย์หน้าต้องหาหมอแล้ว …..

 

เกร็ดความรู้

      เลือกซื้อแอปเปิ้ลที่จับดูแล้วแน่น ผิวไม่เหี่ยว มีกลิ่นหอม เก็บรักษาในถุงพลาสติกในตู้เย็น ถ้าต้องการเก็บนาน ให้ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ก่อน และเนื่องจากแอปเปิ้ลมีแทนนิน เมื่อปอกผิวออกแล้วทิ้งไว้ มันจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สามารถกันโดยแช่ในน้ำที่ผสมน้ำมะนาวหรือน้ำเลมอน

แอปเปิ้ลเข้ากันได้ดีกับอาหารจานหมู ถ้าทำสตูว์หมูหรือหมูตุ๋นแบบแห้งๆ แนะให้ลองใส่แอปเปิ้ลลงไปด้วย จะได้ความหวานอมเปรี้ยวจางๆ แทนน้ำตาลได้เลยค่ะ หรือจะทำซอสแอปเปิ้ลทานกับหมูอบก็อร่อยนะคะ จะทานแบบอุ่นๆ หรือเย็นก็อร่อยไม่แพ้กัน ทำโดยหั่นแอปเปิ้ลเขียวประมาณ 250 กรัมเป็นชิ้นเล็กๆ ต้มจนนุ่มกับน้ำ 1/3 ถ้วย น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ เกลือและอบเชยป่นอย่างละนิดหน่อย เมื่อได้ที่แล้วจึงเติมเนย 1 ช้อนโต๊ะ นำไปปั่นให้ละเอียดเนียน ….. อร่อยอีกแล้ว

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (Museum of Contemporary Art หรือ MOCA) เรามีโอกาสเข้าไปชมเมื่อกลางเดือนสิงหาคมนี้ โดยการชักชวนและคะยั้นคะยอของเพื่อนรักรุ่นน้อง เธอบอกว่าของเค้าน่าชมจริงๆ วันนั้นเรากลับจากไปทำ passport เล่มใหม่กัน และสถานที่นี้อยู่บนทางผ่านที่เราจะไปตลาด อ.ต.ก. ค่ะ

พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัยแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ 499 หมู่ 3 ถนนวิภาวดีรังสิต ลาดยาว เขตจตุจักร กทม.10900 มีที่จอดรถอยู่บริเวณใต้ถุนอาคารทางด้านหลัง วันทำการ อังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-18.00 น. หยุดทำการวันจันทร์ E-Mail: info@mocabangkok.com

ข้อมูลในแผ่นพับ ระบุว่าเป็น “พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานทางศิลปะไทยร่วมสมัย ผลงานที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ล้วนเกิดขึ้นจากแรงผลักดันของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ประติมากรชาวเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านศิลปะตะวันตกตามหลักกายวิภาคศาสตร์ให้แก่ลูกศิษย์ อันก่อให้เกิดเป็นงานศิลปะไทยร่วมสมัยซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติว่าประเทศไทยเป็นชาติที่มีอารยะ งานทัศนศิลป์ที่จัดแสดงทุกๆ ผลงานถือเป็นงานระดับชั้นครูทั้งสิ้น ซึ่งสามารถยืนยันได้ถึงความมุ่งมั่นของศิลปินไทยในการคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ไทยอย่างเหนียวแน่น”

ถามแล้วได้ความว่า ผู้เข้าชมเป็นชาวต่างชาติร้อยละ 90 จึงอยากเชิญชวนให้พวกเราคนไทย ไปชมของดีๆ เช่นนี้กันให้มากๆค่ะ

ข้อปฏิบัติ คือ ห้ามนำสัตว์เลี้ยง น้ำ อาหาร ปากกา เข้าไป รวมทั้งห้ามสูบบุหรี่ ถ่ายภาพ และไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ ก่อนเข้าชม สามารถฝากสัมภาระที่เจ้าหน้าที่ และถ้านำกระเป๋าถือหรือสะพายเป้ติดตัวไป จะต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนตรงประตูทางเข้าชม

ลักษณะทางกายภาพของอาคารพิพิธภัณฑ์ มีด้วยกันทั้งหมด 6 ชั้น

ชั้น G มีห้องนิทรรศการหมุนเวียน 2 ห้อง ห้องนิทรรศการถาวรเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ 2 ท่าน คือ ศาสตราจารย์ชลูด นิ่มเสมอ และศาสตราจารย์ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์  และยังมีร้านขายของที่ระลึก และร้านกาแฟ

ชั้น 2 แสดงผลงานศิลปะไทยร่วมสมัยของศิลปินไทย ภายใต้สังคมร่วมสมัยและความเชื่อความศรัทธาในพระพุทธศาสนา อาทิ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์, ศรีวรรณ เจนหัตถการกิจ, ปัญญา วิจินธนสาร, ปรีชา เถาทอง เป็นต้น

ชั้น 3 แสดงผลงานศิลปะแนวความคิดฝันและจินตนาการ อันเกิดจากเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม เป็นผลงานของ สมภพ บุตราช, ช่วง มูลพินิจ, สมพง อดุลย์สารพันธุ์, ประทีป คชบัว เป็นต้น และมีห้องนิทรรศการขุนช้าง-ขุนแผนที่นำเสนอจิตรกรรมในเชิงวรรณคดีไทย ผลงานของเหม เวชการ และสุขี สมเงิน

ชั้น 4 แสดงผลงานของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี และมีห้องไตรภูมิ แสดงผลงานขนาดสูง 7 เมตร จำนวน 3 ภาพ ผลงานของ สมภพ บุตราช, ปัญญา วิจินธนสาร และประทีป คชบัว

ชั้น 5 แสดงนิทรรศการศิลปะนานาชาติร่วมสมัย จากหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งศิลปะแนวโรแมนติกในยุค “วิคตอเรียน” ที่มีอายุกว่า 200 ปี

ชั้น 6 เตรียมไว้เป็นพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และบุคคลทั่วไป

แต่ละชั้น มีเจ้าหน้าที่จำนวนมาก คอยให้การต้อนรับและบริการด้วยอัธยาศัยไมตรี ชี้ทางที่เราควรเดินก่อน-หลัง และสามารถให้คำอธิบายรูปในกรณีที่เราร้องขอ เป็นที่น่าชื่นชมและประทับใจยิ่ง บางห้องยังมีที่ให้นั่งชมหรือพินิจพิจารณาภาพ ส่วนเส้นเชือกที่กั้นระหว่างเรากับภาพอยู่ชิดมากประมาณ 1 ฟุตเท่านั้น นัยว่าท่านเจ้าของประสงค์ให้เราสามารถยื่นหน้าเข้าไปดูรายละเอียดของภาพแบบใกล้ชิดได้

โดยส่วนตัวแล้ว ชอบภาพเหมือนจริงทุกภาพ ภาพที่ชั้น 5 งดงามแบบภาพที่เห็นเมื่อเวลาไปเที่ยวชมพระราชวังในยุโรปและรัสเซีย แต่ที่นี่เราสามารถยื่นหน้าไปดูได้ใกล้มากๆ  และที่ชอบมากๆ คือ รูปหล่อจาก fiberglass ขุนแผน-นางวันทอง- ขุนช้าง ที่ชั้น 3 ซึ่งดูเหมือนมีชีวิต น่าทึ่งมากจริงๆ จึงแนะนำให้เข้าไปชมกันค่ะ

ขอขอบคุณท่านเจ้าของพิพิธภัณฑ์ฯ ที่แบ่งปันของดีๆ โดยเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปเข้าชมปฏิมากรรมและภาพเขียนซึ่งเป็นสมบัติส่วนตัวของท่าน โดยเก็บค่าเข้าชมเพียง 180 บาท และหากเป็นผู้อยู่ในกลุ่มสูงอายุ / seniors คือครบ 60 ปีบริบูรณ์แล้ว จะต้องแจ้งโดยแสดงบัตรประชาชน แล้วจะได้รับบัตรเข้าชมราคา 0 บาทเพื่อไปแสดงที่ประตูทางเข้าชม

ท่านเจ้าของเป็นใครหนอ หากยังไม่ทราบและสนใจในข้อมูลของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://www.mocabangkok.com ค่ะ

Banana-Raisin-Nut Loaf

เค้กกล้วยหอมสูตรนี้ ไม่หวานเกินไป แต่เพราะมีครีมเปรี้ยว (Sour cream) ในส่วนผสมด้วย แคลอรีต่อส่วนบริโภคจะสูงหน่อยนะคะ

เมื่อจะเตรียมวัตถุดิบ พบว่า ขาดแต่เพียงครีมเปรี้ยวเท่านั้น จึงต้องออกกำลังเดินไปซื้อถึง FOODLAND ระยะทางไปกลับก็ประมาณ 5 ก.ม. แต่ถือว่าออกกำลังไปด้วย  เพราะร้านสะดวกซื้อหลายร้านที่อยู่ใกล้บ้านไม่มีขายค่ะ

ครีมเปรี้ยว ตอนนำออกจากตู้เย็นใหม่ๆ มันจะจับตัวเป็นก้อน ต้องทิ้งไว้ให้ถึงอุณหภูมิห้อง แล้วเขย่าให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนเปิดฝาถ้วยออกมา

กล้วยหอม เวลาที่ซื้อมาแล้วทานไม่หมด มันงอมซะก่อน จะปอกเปลือก บรรจุลงกล่อง แล้วเก็บไว้ในช่องแข็งในตู้เย็น กล้วยหอมที่นำมาทำเค้ก ต้องใช้แบบงอมๆ ถ้าใช้แบบสุกกำลังทานเนื้อเค้กจะแน่นและรสชาติไม่อร่อยค่ะ

เมื่อได้ของครบแล้ว ก่อนทำจึงทบทวนสูตรที่ส่วนผสมใกล้เคียงกับ Banana Bread ที่เคยโพสต์ไปแล้ว จึงเริ่มสงสัยและงงว่า Banana Cake ต่างจาก Banana Bread อย่างไร

มีคำตอบค่ะ ขอ code มาเลย

จาก http://wiki.answers.com/Q/What is the difference between banana bread and banana cake

Answer:  Banana bread is a quick bread that is made in a loaf pan. It is dense and heavy in texture and very moist. Banana Cake is lighter in texture but still is very moist with great banana flavor. Though they share similar ingredients, the amounts and mixing methods are different and make a big difference in the end product.

บอกกับตัวเองว่า สูตรและวิธีทำในคราวนี้ น่าจะค่อนข้างไปทาง Banana Cake นะ แต่เราเพิ่มลูกเกดและ nut  อบในพิมพ์ Loaf ขนาด 9x5x3 นิ้ว

ส่วนผสม

–    เนยสดชนิดเค็ม 125 กรัม

–    น้ำตาลป่น (Castor sugar) 160-170 กรัม

–    วานิลลา 1 ช้อนชา

–    แป้งสาลีตราบัวแดง 225 กรัม

–    โซดาทำขนม (Baking soda) 1 ช้อนชา

–    เกลือป่น ½ ช้อนชา

–    ไข่ไก่เบอร์ 1 จำนวน 2 ฟอง

–    กล้วยหอมสุกงอม 225 กรัม

–    ครีมเปรี้ยว 1 ถ้วยซื้อ

–    ลูกเกดเหลือง 160 กรัม

–    Macadamia nut 90 กรัม

–    นมสด ¼ ถ้วย

ขั้นตอนวิธีทำ

ก่อนอื่น ต้องเตรียมถาดอบ กรุด้วยกระดาษไขที่ก้นถาดและด้านข้าง

1. เด็ดก้านลูกเกดออก (ถ้ามี) และล้างด้วยน้ำ ถ้าลูกเกดแห้งมากเนื่องจากเก็บในตู้เย็นมานาน ควรแช่ไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง บีบน้ำออก แล้วแช่ในน้ำนม และระหว่างที่เตรียมของอื่น หมั่นเคล้าบ่อยๆ ให้ทั่ว ลูกเกดจะนุ่ม ไม่ไปดูดน้ำจากเนื้อเค้กที่สุกแล้ว

2. ยีกล้วยหอมด้วยที่บดมันฝรั่ง เติมครีมเปรี้ยว คนให้เข้ากันดี

3. ร่อนน้ำตาลป่นผ่านที่ร่อนแป้ง เพื่อให้โปร่ง พร้อมตีครีมกับเนยได้ดี

4. ร่อนแป้ง โซดา และเกลือ เข้าด้วยกัน 2-3 ครั้ง แล้วหั่น/สับ Macadamia nut หยาบๆ ผสมลงในแป้ง

5. ครีมเนยกับน้ำตาลใช้หัวตีรูปใบพาย โดยใช้ความเร็วปานกลางค่อนข้างต่ำ ใส่น้ำตาลทีละน้อย จนได้ครีมฟูขาว จึงเติมวานิลลา

6. เติมไข่ทีละฟอง ตีให้เข้ากันดีก่อนใส่ฟองถัดไป

7. ใช้ช้อนกดบีบลูกเกดที่แช่ในน้ำนมออกมาใส่ในอ่างแป้ง คนให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันดี (ทำแบบนี้เพื่อให้แป้งช่วยพยุงไม่ให้ลูกเกดจมลงที่ก้นถาด) ส่วนน้ำนมที่เหลือให้เทลงในส่วนผสมกล้วยหอม

8. แบ่งส่วนผสมแป้งเป็น 3 ส่วน ส่วนผสมกล้วยหอม 2 ส่วน ผสมลงในอ่างครีมสลับกัน เริ่มและจบด้วยส่วนผสมแป้ง แต่ละครั้ง ผสมโดยใช้ความเร็วของเครื่องที่ระดับต่ำที่สุด

9. เทใส่พิมพ์ เกลี่ยหน้า (ส่วนผสมควรอยู่ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของพิมพ์) นำเข้าอบที่ 350 องศาฟาเรนไฮท์ 30 นาที ลดอุณหภูมิลงมาที่ 325 องศาฟาเรนไฮท์ แล้วอบต่ออีก 40 นาที

หมั่นตรวจสอบเมื่อใกล้เวลา เพราะเตาอบแต่ละบ้านมันไม่เหมือนกันค่ะ เมื่อออกจากเตา ทิ้งไว้ในถาดประมาณ 20 นาที แล้วจึงนำออกจากพิมพ์ ทิ้งให้เย็น แล้วตัดเป็นแว่น

 

ส่วนที่ตัดเป็นแว่น เรานำไป wrap แต่ละชิ้น เพื่อแจกจ่าย แต่ลืมถ่ายรูปไว้ มีแต่ที่แบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ในกล่อง เอาไว้หยิบทานทีละชิ้น เพราะกำลังควบคุมน้ำหนักซึ่งเผลอทีไร ไปโลดทุกทีเลยค่ะ

หากชอบทานเค้กแครอท เค้กผักที่ใช้ซูกินีมาทำก็อร่อยไม่แพ้กัน ปกติเวลาทำเค้กซูกินีก็จะใช้ส่วนผสมแบบเค้กแครอท แต่จำได้ว่าเค้กซูกินีที่เคยทานครั้งแรกในชีวิตที่บริเวณมุมอาหารว่างในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งในมหานครนิวยอร์คเมื่อประมาณสามสิบห้าปีก่อนแล้วประทับใจ มันเป็นเค้กที่ออกสีเข้มมาก เมื่อทำคราวนี้จึงลองผสมผงโกโก้ลงไปด้วย

เค้กซูกินีสูตรนี้ดัดแปลงจากสูตรเค้กแครอทที่ภรรยาของ Mentor ให้มาเมื่อครั้งไปทำงานวิจัยหลังปริญญาที่สหรัฐอเมริกา เป็นสูตรเค้กแครอทที่ชอบที่สุดเลย และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ทำเค้กซูกินีโดยใช้ผงโกโก้แทนแป้งบางส่วน ลองไปเรื่อยตามประสาคนไม่ชอบทำอะไรเหมือนเดิม และคิดว่าไม่ใช่เป็นการเสี่ยงเกินไป แต่ก็มีลุ้นอยู่เล็กน้อยว่าจะออกหัวหรือก้อย เพราะว่าว่างเว้นจากการทำเบเกอรี่ไปนาน ผลปรากฏว่าได้เค้กที่สีและรสชาติเข้มข้นทีเดียว และถ้าไม่บอกว่าใช้ซูกินีเป็นส่วนผสม ก็ยากที่จะเดาออก

เมื่อทำออกมาแล้ว ความหวานกำลังดี และเค้กมันนุ่มนิ่มมากเลยค่ะ ก่อนตัดจึงต้องนำไปแช่เย็นก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วหากแช่ไว้ค้างคืนจะตัดง่าย แต่เรานำออกมาตัดแบ่งชิ้นเร็วเกินไป รูปลักษณ์ตามที่ถ่ายภาพจึงไม่ค่อยสวยงาม  แต่เสียงตอบรับจากหลายคนที่ได้ชิมก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ เป็นเพราะว่าเราเลือกคนชิมที่ชอบเค้กสไตล์นี้ด้วยมั๊ง ^__^

จึงนำสูตรมาแบ่งปันกันค่ะ

ส่วนผสม สำหรับพิมพ์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว

–    แป้งสาลีตราบัวแดง 110 กรัม (ใช้ 135 กรัมหากไม่ใส่ผงโกโก้)

–    ผงโกโก้อย่างดี 25 กรัม

–    ผงฟู 1 1/8  ช้อนชา

–    เบกกิ้งโซดา 1 1/8  ช้อนชา

–    เกลือ ¼ ช้อนชา

–    ผงอบเชย (Cinnamon) 1 ช้อนชา

–    ไข่ไก่เบอร์สอง 2 ฟอง

–    น้ำตาลทรายป่นร่อนแล้ว (castor sugar) 165 กรัม (หากทำแบบที่ไม่ใส่ผงโกโก้ ชอบใช้น้ำตาลรำผสมน้ำตาลป่น ครึ่งต่อครึ่ง)

–    น้ำมันพืช 130 กรัม

–    วานิลลา 1 ช้อนชา

–    ซูกินีซอยบางแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ 200 กรัม

–    ลูกเกดดำล้างน้ำ 100 กรัม

–    น้ำเดือด 40 กรัม

–    วอลนัท สับ/หั่นหยาบ 75 กรัม

วิธีทำ

1. แช่ลูกเกดดำในน้ำเดือด ประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างนี้หมั่นคน ลูกเกดจะดูดน้ำจนนุ่ม* และเมื่อจะใช้ จึงบีบเบาๆให้น้ำส่วนเกินออกไปหรืออาจซับด้วยกระดาษเอนกประสงค์ที่ใช้ในครัว

2. ทาน้ำมันบางๆ ที่ก้นพิมพ์ขนาด 8 นิ้ว กรุด้วยกระดาษไข ทาน้ำมันทับอีกครั้ง โรยแป้ง แล้วเคาะแป้งส่วนเกินออกให้หมด

3. เปิดเตาอบ ตั้ งอุณหภูมิที่ 350 องศาฟาเรนไฮท์

4. ใช้พายคนผสมแป้ง ผงฟู โซดา เกลือ และผงอบเชยเข้าด้วยกัน แล้วร่อนผ่านตะแกรงตาละเอียด 2-3 ครั้ง

5. ผสมซูกินี ลูกเกดดำ และวอลนัท เข้าด้วยกัน

6. ใช้ตะกร้อมือ คนไข่กับน้ำตาลเข้าด้วยกัน โดยเติมน้ำตาลทีละน้อย ไม่ตีแรงๆ เพราะเป็นเค้กที่ไม่ต้องการฟองอากาศในการขึ้นฟู

7. เมื่อน้ำตาลละลายหมด จึงค่อยๆ เติมน้ำมันพืชทีละน้อย คนผสมให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เติมวานิลลา

8. แบ่งแป้งเป็น 3 ส่วน ส่วนผสมซูกินี  2 ส่วน เติมส่วนผสมแป้งลง สลับกับส่วนผสมซูกินี ผสมให้เข้ากันดีในแต่ละครั้งโดยตลบจากล่างขึ้นมาข้างบน เทลงถาดแล้วเกลี่ยหน้าให้เสมอค่ะ

9. นำเข้าเตาอบ ลดอุณหภูมิไปที่ 325 องศาฟาเรนไฮท์ อบประมาณ 45-50 นาที ตรวจดูถ้าใช้ไม้จิ้มแล้วไม่มีส่วนผสมเปียกๆ ติดมาก็เป็นอันใช้ได้

10. นำออกจากเตา วางไว้บนตะแกรงพักเค้กประมาณ 20 นาที ก่อนคว่ำออกจากพิมพ์

หากจะทานแบบไม่มีหน้า ควรทำในถาดสี่เหลี่ยมค่ะ แล้วตัดเป็นชิ้นแบบบาร์ ใช้กระชอนตาละเอียดร่อนน้ำตาลไอซิ่งลงบนหน้าเค้ก เพื่อให้ดูน่าทาน

ถ้าจะแต่งหน้า ก็ต้องจัดเต็มเป็นหน้าครีมชีสแบบไม่กลัวอ้วนละค่ะ ใช้ส่วนผสมและวิธีทำง่ายๆ

Cream Cheese Frosting

ใช้เครื่องผสม หัวตีรูปใบพาย ตี Philadelphia Cream Cheese 130 กรัม เนย 30 กรัม และน้ำตาลไอซิ่ง 55 กรัม ที่ความเร็วปานกลางประมาณ  10 นาที จนฟูเบา แล้วเติมน้ำมะนาว 2 ช้อนชา วานิลลา  ½ ช้อนชา ตีให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาปาดแต่งหน้าและด้านข้างตัวเค้ก

ควรนำเค้กไปแช่เย็นประมาณอย่างน้อย 2 ชั่วโมง  จะทำให้ตัดเป็นชิ้นง่ายขึ้น ขนาดแบ่งที่พอดีสำหรับเค้กขนาดนี้คือ 10-12 ชิ้นค่ะ

* ทำเช่นนี้เพื่อไม่ให้ลูกเกดแห้งไปดูดน้ำจากเนื้อเค้ก เป็นสาเหตุที่ทำให้เนื้อเค้กแห้ง